บทที่ 2 ปฐมบท 1 สวีหลิงเยี่ยน2

จังหวะนั้นสตรีที่ยืนข้างกายเขาพลันเอ่ยแทรก ‘อาเยี่ยน เจ้าอย่าบอกนะว่าไม่เคยเห็นข้ากับพี่ฉู่อยู่ด้วยกัน’

‘ลู่ชิง...’ นางได้แต่ครางชื่อสหายอย่างปวดใจ

ว่านลู่ชิงกล่าวต่อ ‘ข้าก็รอว่าเมื่อไรเจ้าจะโวยวาย            ตีโพยตีพายให้แตกหัก ข้าจะได้ป่าวประกาศให้รู้ชัดๆ สุดท้ายเจ้ากลับเพิกเฉย อ้อ! หรือเจ้ายอมรับได้?’

แน่นอนนางพยักหน้า ทว่าเหมือนว่านลู่ชิงจะรับมิได้

ทั้งที่ ระหว่างนางกับฉู่เฉิง ว่านลู่ชิงมาทีหลัง

“ชิ! โง่งม!” ว่านลู่ชิงสบถ “ชอบทำให้ผู้อื่นลำบากใจ ข้าไม่รู้จะทำกับสหายซื่อบื้อเช่นเจ้าอย่างไรแล้วนะอาเยี่ยน เฮ้อ...เอาเถอะ เจ้าคงไม่อยากแตกหัก ถึงอย่างไรก็มีแค่ข้าเป็นสหายนี่นะ ต่อไปเราเป็นเช่นเดิมก็ได้ แต่เจ้ากับพี่ฉู่ก็ต้องเป็นแค่สหายเช่นกัน” นางส่ายหน้าระอา “ไอ่โยว อาเยี่ยน เจ้าน่าสมเพชเกินไปแล้ว”

สวีหลิงเยี่ยนยอมรับคำด่าทอนั้นอย่างจำนน

ในขณะที่ฉู่เฉิงมองนางด้วยแววตาว่างเปล่า             ไร้ความรู้สึกเฉกวันวาน เขาถอนหายใจเบื่อหน่าย กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเอือมระอาว่า ‘ข้ายอมรับว่าชอบน้องลู่ชิง         ส่วนเจ้า ข้าขอบอกตามตรง พวกเราไม่เหมาะสมกันหรอก จงอย่าเอ่ยถึงเรื่องหมั้นอีก’

แล้วพวกเขาสองคนก็พากันเดินจากไป ทิ้งเอาไว้ให้นางยืนเคว้งเวิ้งว้างอยู่ที่เดิมครู่ใหญ่

ในครรลองสายตาของหลิงเยี่ยนยังคงเห็นเพียงเขา ชายในดวงใจกับสหายคนนั้น ทั้งสองส่งยิ้มให้กันหน้าระรื่น มีเสียงหัวเราะสดใสดังคิกคักให้ได้ยินเป็นระยะ

แววตาของฉู่เฉิงที่มองว่านลู่ชิงยามนี้เต็มไปด้วยความเอ็นดูแฝงเสน่หาอันเร่าร้อน

ทั้งที่เมื่อก่อนในแววตานั้นของเขาล้วนมีเพียงนาง

พวกเราไม่เหมาะสมกันหรอก...

ประโยคนั้นยังคงก้องกังวานในหัวใจของหลิงเยี่ยน

ฉู่เฉิงโดดเด่นเก่งกาจมากความสามารถแต่ไหนแต่ไรกับว่านลู่ชิงที่แม้จะเพิ่งเข้ามาฝึกฝน แต่ทักษะกลับเป็นเลิศแบบก้าวกระโดด ไม่นานก็ติดอันดับต้นๆในสำนักศึกษา

พวกเขาเหมาะสมกันแล้วล่ะ

หลิงเยี่ยนเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นเพียงมวลเมฆผ่านม่านน้ำตา ในสมองว่างเปล่าขาวโพลน สายลมเย็นจัดพัดมาวูบหนึ่ง พาอาภรณ์สีฟ้าสะบัดพลิ้วแนบกายระหงที่อ่อนแอแม้แต่ท่ายืนยังไม่มั่นใจ

นางผิดมากหรือไร ปรารถนาน้ำใจจากสหายใหม่ โหยหาความสุขเพียงเล็กน้อยแค่หนึ่งเดียวจากว่าที่สามี กลับได้รับการรวมหัวกันมอบความทุกข์ให้เช่นนี้

จวนสกุลสวี

ในห้องโถงรับรอง นายท่านใหญ่สวีที่เดิมทีนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานโถงอย่างสง่าสุขุม ยามนี้กลับตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นยืนตวาดคำดังลั่นที่อัดแน่นไปด้วยไฟโทสะ

“ข้าตอบรับไปในเทียบเชิญแล้วว่าเจ้าป่วย จำต้องให้เหมยเอ๋อร์ไปแทน ห้ามโต้แย้งอีก”

“ท่านพี่ กัวเหมยเป็นแค่ฮูหยินรอง ฐานะไม่ต่างอนุ แต่ข้าเป็นถึงฮูหยินใหญ่และไม่ได้ป่วย”

“ช่วยไม่ได้!  ในเมื่อเจ้าไม่มีบุตรชายที่ได้เป็นถึงสหายร่วมเรียนกับท่านอ๋องให้ข้าเหมือนเหมยเอ๋อร์”

เหยาซื่อได้ฟังพลันชะงัก

ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงเงียบงัน มิอาจทัดทานสามีอีก

สวีจงสือยกมือชี้หน้าภรรยาของตนอย่างหงุดหงิด “เจ้าไร้ความสามารถเองจะโทษใครได้ ข้าคิดผิดจริงๆ            ที่เลือกแต่งเจ้าเป็นภรรยาเอก”

เหยาซื่อสะท้านไปทั้งหัวใจ นางตัดพ้อเสียงสั่น “ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ก่อนแต่งใครกันตามเฝ้าข้าเช้าเย็น ถึงขั้นคุกเข่าหน้าประตูจวนเหยาไม่ยอมไปไหน ขู่ฆ่าตัวตายหากไม่ได้แต่งข้าเป็นภรรยา”

หางคิ้วสวีจงสือกระตุก แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนสักนิด

“ตอนนั้น เพราะข้าดวงตามืดบอดรักเจ้า แต่ตอนนี้ ข้าตาสว่างแล้วปะไร ฮึ!” ว่าจบพลันเดินจากไปอย่างโกรธา

“ท่ะ ท่านพี่” เหยาซื่อทำได้เพียงกัดฟันกลั้นน้ำตาขณะมองตามแผ่นหลังของสามีที่เดินจากไปอย่างเย็นชา

หน้าห้องโถง สวีหลิงเยี่ยนยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว แน่นอนว่าเป็นเหตุการณ์ที่นางได้พบเห็นบ่อยครั้ง

เมื่อบิดาเดินออกมา นางรีบค้อมกายนอบน้อม น้ำเสียงสั่นระริก “คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”

สวีจงสือไม่พูดจา ไม่แม้แต่จะรับการคารวะทักทาย เพียงปรายตามองอย่างเย็นชา สะบัดชายเสื้อเดินจากไป

หญิงสาวที่ได้แต่ก้มหน้ามิกล้าเงยจึงทำเพียงหลุบตาที่มีแววไหววูบสั่นเทาเอาไว้ ความรู้สึกคับค้องหมองใจถูกเก็บงำเอาไว้จนลึกสุดใจ

นางไม่เคยชินชา มีแต่เจ็บซ้ำๆ เฉกเช่นเดิม นางเดินเข้าไปยอบกายทักทายมารดาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ในห้อง

“คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”

เหยาซื่อหันมาเห็นบุตรีของตน แววตาชิงชังผิดหวังล้วนฉายชัด อารมณ์ที่กักเก็บพลันพลุ่งพล่าน  นางตวาดลั่น “เพราะเจ้า ข้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะมีลูกสาวเช่นเจ้า ไสหัวไป!”

“ท่านแม่” สวีหลิงเยี่ยนเงยหน้าน้ำตาคลอ

ถ้วยชาถูกเหวี่ยงใส่ใบหน้า สวีหลิงเยี่ยนหลบไม่ทัน ข้างแก้มขาวพลันเกิดริ้วโลหิตสายหนึ่ง

“ไปซะ! ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”

สวีหลิงเยี่ยนสะดุ้งโหยง รีบวิ่งออกไปแทบไม่ทัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป